อ่านสเปรดให้ครบ ก่อนเปรียบเทียบต้นทุน

สรุปก่อนเริ่ม

  • คำตอบหลัก: อย่าใช้สเปรดที่โฆษณาเพียงค่าเดียวในการเปรียบเทียบต้นทุน ให้คำนวณจากสเปรดจริงเมื่อส่งคำสั่ง + คอมมิชชัน + Swap
  • ขั้นต่อไป: จดบันทึก Bid/Ask, ราคาที่ได้จริง, ขนาดสถานะ และค่าคอมมิชชันทุกออเดอร์เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนที่แท้จริง
  • ข้อจำกัด: สเปรดเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาและสภาพตลาด ค่าที่วัดได้จริงจึงต่างจากตัวเลขเริ่มต้นที่โบรกเกอร์แจ้ง

ทำไมสเปรดที่โฆษณาจึงไม่เพียงพอ?

Ask คือราคาสำหรับซื้อ Bid คือราคาสำหรับขาย ผลต่างระหว่างสองราคานี้เรียกว่าสเปรด (Spread) เมื่อคุณเปิดออเดอร์แล้วปิดทันทีโดยที่ราคาอ้างอิงไม่เปลี่ยน สเปรดคือต้นทุนส่วนหนึ่งที่ต้องจ่าย

แต่สเปรดไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด การเปรียบเทียบโบรกเกอร์หรือบัญชีโดยดูเฉพาะสเปรดเริ่มต้นอาจทำให้เข้าใจผิดได้ เพราะยังมีคอมมิชชันและค่า Swap ที่เกิดขึ้นจริง

ตัวอย่างเช่น บัญชี A โฆษณาว่าสเปรดเริ่มต้น 0.5 pip แต่คิดคอมมิชชัน 3 ดอลลาร์ต่อล็อต บัญชี B โฆษณาว่าสเปรดเริ่มต้น 1.0 pip แต่ไม่มีคอมมิชชัน หากเทรด 1 ล็อต บัญชี A มีต้นทุน 0.5 pip + 3 ดอลลาร์ บัญชี B มีต้นทุน 1.0 pip เท่านั้น ซึ่งอาจน้อยกว่าหากสเปรดจริงของบัญชี A ขยายขึ้น

วิธีเปรียบเทียบต้นทุนที่ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 1: บันทึกสเปรดในเวลาที่ระบบส่งคำสั่งจริง ไม่ใช่สเปรดเริ่มต้นที่โฆษณา

สเปรดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงข่าวสำคัญหรือช่วงเปลี่ยนวัน (Rollover) การวัดสเปรดในเวลาที่ส่งคำสั่งจริงจะให้ค่าที่ใกล้เคียงกับต้นทุนที่คุณจ่ายจริง

ขั้นตอนที่ 2: รวมคอมมิชชันทั้งตอนเปิดและตอนปิดออเดอร์

บางบัญชีคิดคอมมิชชันเฉพาะตอนเปิด บางบัญชีคิดทั้งสองครั้ง ต้องรวมทั้งหมดเพื่อได้ต้นทุนที่ถูกต้อง

ขั้นตอนที่ 3: คำนวณค่า Swap (Overnight Financing) ที่เกิดขึ้นหากถือข้ามคืน

Swap คือดอกเบี้ยที่คุณจ่ายหรือได้รับจากการถือสถานะข้ามคืน ขึ้นอยู่กับทิศทางของออเดอร์และอัตราดอกเบี้ยของสกุลเงินที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ 4: เปรียบเทียบผลรวมทั้งหมดระหว่างบัญชีหรือโบรกเกอร์

เมื่อรวมสเปรดจริง + คอมมิชชัน + Swap แล้ว จึงจะเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างบัญชีหรือโบรกเกอร์ได้อย่างถูกต้อง

อ่านหน่วยให้ตรงกันก่อนคำนวณ

Pip, Point และหน่วยเงินมีความหมายต่างกัน การสลับใช้กันจะทำให้คำนวณผิดพลาด

Pip คือหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงราคาในคู่เงินส่วนใหญ่ เช่น EUR/USD Point คือหน่วยย่อยที่สุดของราคา Tick size คือการเปลี่ยนแปลงราคาขั้นต่ำ Tick value คือมูลค่าเงินของ Tick หนึ่งหน่วย

ก่อนคำนวณต้นทุน ให้ตรวจสอบ Tick size และ Tick value ใน Specification ของสัญลักษณ์และประเภทบัญชีเดียวกันเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบทองคำกับคู่เงิน

ตัวอย่างเช่น ทองคำ (XAU/USD) อาจมี Tick size 0.01 แต่ Tick value ต่างจากคู่เงิน ต้องคำนวณแยกกัน

สิ่งที่ควรจดบันทึก

  • บัญชี สัญลักษณ์ เวลา และขนาดสถานะ
  • ราคา Bid/Ask ตอนส่งคำสั่งกับราคาที่ได้จริง
  • คอมมิชชันทั้งเปิดและปิด
  • ต้นทุนถือข้ามคืน (Swap)

ข้อมูลชุดนี้ช่วยแยกต้นทุนที่คาดไว้จากต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่ต้องอาศัยตัวเลขสเปรดต่ำสุดเพียงค่าเดียว

การจดบันทึกอย่างเป็นระบบจะช่วยให้คุณเห็นรูปแบบของต้นทุน เช่น ช่วงเวลาใดที่สเปรดขยายมากที่สุด หรือบัญชีใดมีต้นทุนรวมต่ำที่สุดเมื่อคำนวณจากข้อมูลจริง

สรุป

การอ่านสเปรดให้ครบก่อนเปรียบเทียบต้นทุนหมายถึงการพิจารณาต้นทุนทั้งหมด ไม่ใช่แค่สเปรดที่โฆษณา จดบันทึกและคำนวณจากข้อมูลจริงเมื่อส่งคำสั่ง แล้วคุณจะเห็นภาพต้นทุนที่แท้จริงของการเทรด

ขั้นตอนถัดไป: เริ่มบันทึกข้อมูล Bid/Ask, ราคาที่ได้จริง และคอมมิชชันของทุกออเดอร์ที่คุณทำ เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนที่แท้จริงระหว่างบัญชีหรือโบรกเกอร์

เขียนโดย อ.บอม

บทความเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำลงทุนเฉพาะบุคคล ตรวจสอบข้อมูลและความเสี่ยงก่อนใช้งานจริง
← บทความทั้งหมด